Ruminant Nutrition Lab · AT449 · Phenol–hypochlorite (Berthelot)

คู่มือปฏิบัติการวิเคราะห์แอมโมเนียไนโตรเจน (NH3-N) ในน้ำรูเมน

วัดความเข้มข้นของ NH3-N ในของเหลวรูเมนด้วย Spectrophotometer ทำตามทีละขั้นตั้งแต่เตรียมตัวอย่าง ทำ STD ผสมสาร บ่ม วัดค่า จนคำนวณผล · วิธีของ Fawcett & Scott (1960)
ความยาวคลื่น630 nm
STD / ตัวอย่างต่อหลอด40 µL
Phenol reagent2,500 µL
Hypochlorite reagent2,000 µL
บ่มในที่มืด37 °C · 10 นาที
STD 6 ระดับ0–16 mg/dL
เตรียมตัวอย่าง → ใส่ STD/ตัวอย่าง → เติมสาร 3 ตัว → บ่ม 10 นาที → วัด 630 nm → คำนวณ
ติ๊กเช็กลิสต์ทีละขั้นระหว่างทำ ความคืบหน้าและตัวเลขที่กรอกจะถูกบันทึกไว้ในเบราว์เซอร์เครื่องนี้
ความคืบหน้า0%

0ภาพรวมและหลักการ

อ่านหัวข้อนี้ก่อนลงมือ จะได้รู้ว่าแต่ละขั้นตอนทำไปเพื่ออะไร

หลักการ: Berthelot reaction

NH3-N ไม่มีสี จึงวัดค่า absorbance ตรง ๆ ไม่ได้ ต้องทำให้มันเกิดสีก่อน โดยให้ NH3-N ทำปฏิกิริยากับ Alkaline hypochlorite และ Phenol โดยมี Sodium nitroprusside เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) จะได้สาร Indophenol สีน้ำเงิน แล้ววัดค่า absorbance ที่ 630 nm

NH3 + hypochlorite + phenol (nitroprusside) → Indophenol ■ สีน้ำเงิน

NH3-N มาก → สีน้ำเงินเข้ม → ค่า absorbance สูง นำค่าที่วัดได้ไปเทียบกับ STD ที่รู้ความเข้มข้น (STD curve)

0A 0.003
1A 0.047
2A 0.092
4A 0.192
8A 0.392
16A 0.762

STD (mg/dL) และค่า absorbance ตัวอย่างจากเอกสาร — ยิ่งเข้มข้นยิ่งน้ำเงิน

ทำไมต้องรู้ค่า NH3-N ในรูเมน

  • โปรตีนและ NPN (เช่น ยูเรีย) ในอาหารถูกจุลินทรีย์ย่อยได้ แอมโมเนีย
  • จุลินทรีย์ใช้แอมโมเนียร่วมกับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต สร้างโปรตีนจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักของสัตว์เคี้ยวเอื้อง
  • ถ้า NH3-N ต่ำเกินไป จุลินทรีย์โตไม่เต็มที่ การย่อยเยื่อใยลดลง
  • ถ้าสูงเกินไป ส่วนเกินถูกดูดซึมไปเปลี่ยนเป็นยูเรียที่ตับ แล้วขับทิ้งทางปัสสาวะ (สูญเสียไนโตรเจนและพลังงาน)
คิดตามถ้าเสริมยูเรียในอาหารแต่ให้แหล่งพลังงานที่หมักได้เร็ว (เช่น มันสำปะหลัง) ไม่พอ ค่า NH3-N ในรูเมนจะเป็นอย่างไร เพราะอะไร?
ป้าย “ข้อเสนอเพิ่ม · ไม่บังคับ”กล่องเส้นประสีม่วงในคู่มือนี้เป็นคำแนะนำเสริมเท่านั้น วิธีหลักทดสอบแล้วว่าวิเคราะห์ได้ดี ทำตามขั้นตอนหลักได้เลย

ลำดับงานทั้งหมด

1เตรียมสารเคมี
ล่วงหน้า
2เตรียมตัวอย่าง
กรอง · เติมกรด · ปั่น
3ใส่หลอด
STD/ตัวอย่าง 40 µL
4Aเติมสาร
น้ำ → phenol → hypo
4Bบ่ม
37 °C 10 นาที มืด
5วัดค่า
630 nm
6คำนวณ
STD curve × 100/90

★วางแผนหลอดและปริมาณสาร

ใส่จำนวนตัวอย่างของกลุ่ม แล้วจะได้จำนวนหลอด ปริมาณสารที่ต้องเตรียม และผังหลอด (ใช้ผังนี้เขียนเลขข้างหลอด)

หลอดทั้งหมด–
Phenol color reagent–
Alkaline hypochlorite–
น้ำกลั่น (ขั้น 4.1)–

ผังหลอด

หลอดชื่อใส่อะไร 40 µLใส่แล้ว

✓อุปกรณ์และสารเคมี (เช็กก่อนเริ่ม)

อุปกรณ์

ใช้ตอนเตรียมตัวอย่าง/สารล่วงหน้าผ้าขาวบาง · เครื่องปั่นเหวี่ยง (12,000 × g) · เครื่องชั่ง 4 ตำแหน่ง · pH meter · Hot plate stirrer · Volumetric flask 100/1,000 mL · กระดาษกรอง Whatman #1

สารที่ต้องมีบนโต๊ะ

ก่อนเริ่มนำ reagent ออกจากตู้เย็นมาตั้งให้ถึงอุณหภูมิห้องก่อนใช้ และดูปริมาณให้พอกับจำนวนหลอดในผัง

1เตรียมสารเคมี ล่วงหน้า · ผู้ช่วยสอน/อาจารย์

นักศึกษาอ่านเพื่อเข้าใจว่าแต่ละขวดบนโต๊ะทำมาอย่างไร (ส่วนใหญ่เตรียมไว้ก่อนวันแลป) · ทุกขวดติดฉลาก: ชื่อสาร · วันที่ · ผู้เตรียม

1.1

2 N HCl (ใช้ปรับ pH ของ Stock STD)

ตวง HCl 37 %wt/wt 16.58 mL ปรับปริมาตรด้วยน้ำกลั่นให้ครบ 100 mL

ระวังทำในตู้ดูดควัน · เติมกรดลงในน้ำ ห้ามเติมน้ำลงในกรด
1.2

Stock STD 32 mg NH3-N/100 mL

  1. ชั่งแอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl) 0.1222 g ใส่บีกเกอร์ 100 mL
  2. เติมน้ำกลั่น 80 mL คนด้วย stirrer ที่อุณหภูมิห้องจนละลายหมด
  3. หยด 2 N HCl จน pH = 2
  4. เทลง volumetric flask 100 mL ล้างบีกเกอร์ด้วยน้ำกลั่นเล็กน้อยเทตามลงไป แล้วปรับปริมาตรให้ครบ 100 mL
  5. เก็บในขวดแก้วปิดฝาสนิทที่ 2–10 °C ใช้ได้ไม่เกิน 6 เดือน
ทำไมต้อง pH 2ในสภาพกรด แอมโมเนียอยู่ในรูป NH4+ ซึ่งไม่ระเหย ความเข้มข้นของ STD จึงคงที่ตลอดอายุการเก็บ
ที่มาของ 0.1222 gNH4Cl 53.49 g/mol มี N 14.01 g/mol → 0.1222 g × (14.01/53.49) = 32.0 mg N ใน 100 mL (ฉบับเดิมชั่ง 0.1 g จะได้ NH3-N 26.2 mg/100 mL)
1.3

STD series 6 ระดับ (เจือจางทีละ 2 เท่า)

STD (mg/dL)ดูดจากปริมาตรที่ดูด+ น้ำกลั่น
16Stock 32 mg/dL0.2 mL0.2 mL
8STD 160.2 mL0.2 mL
4STD 80.2 mL0.2 mL
2STD 40.2 mL0.2 mL
1STD 20.2 mL0.2 mL
0ใช้น้ำกลั่นขวดเดียวกับที่ใช้เจือจาง STD

ผสมให้เข้ากัน (vortex) ทุกครั้งก่อนดูดไปทำระดับถัดไป · เปลี่ยน tip ทุกครั้ง

ข้อเสนอเพิ่ม · ไม่บังคับถ้าต้องการ STD เหลือพอทำหลายซ้ำ หรืออยากลดความคลาดเคลื่อนสะสมจากการเจือจางทีละ 2 เท่า อาจทำครั้งละ 1.0 mL + น้ำกลั่น 1.0 mL ได้ ความเข้มข้นเท่าเดิม
1.4

Alkaline hypochlorite reagent (1,000 mL)

  1. ชั่ง NaOH (AR grade) 5 g ใส่บีกเกอร์ 1,000 mL เติมน้ำกลั่นประมาณ 650 mL
  2. เติม Na2HPO4·7H2O 37.85 g หรือ Na2HPO4 (แบบไม่มีน้ำผลึก) 20.05 g
  3. คนด้วย stirrer และให้ความร้อนประมาณ 60 °C จนละลายหมด
  4. ปิด heater ตั้งทิ้งให้เย็นถึงอุณหภูมิห้อง
  5. เติม Sodium hypochlorite (NaOCl) 5.25 %wt/v 50 mL — ตวงแล้วเติมทันที ห้ามตวงทิ้งไว้หรือเทกลับขวด
  6. เทลง volumetric flask 1,000 mL ล้างบีกเกอร์ตาม แล้วเติมน้ำกลั่นให้ครบ 1,000 mL คนให้เข้ากัน
  7. กรองผ่านกระดาษกรอง Whatman #1 เก็บในขวดพลาสติกทึบแสง ที่ 2–10 °C ใช้ได้ไม่เกิน 6 เดือน
ต้องรอให้เย็นก่อนเติม NaOClhypochlorite สลายตัวเร็วเมื่อร้อน ถ้าเติมตอนร้อนจะเหลือ hypochlorite น้อย สีที่เกิดจะอ่อนลง
1.5

Phenol color reagent (1,000 mL) ตู้ดูดควัน

  1. Sodium nitroprusside (Na2Fe(CN)5NO·2H2O) 0.05 g ในบีกเกอร์ 1,000 mL + น้ำกลั่น 500 mL คนจนละลาย
  2. เทลง volumetric flask 1,000 mL ล้างบีกเกอร์ตาม
  3. เติม Phenol (C6H5OH) 10 g แล้วเติมน้ำกลั่นให้ครบ 1,000 mL คนจนเข้ากัน
  4. เก็บในขวดแก้วสีชา พ้นแสง ที่ 2–10 °C ใช้ได้ไม่เกิน 6 เดือน
Phenol เป็นพิษและกัดผิวหนังสวมถุงมือไนไตรล์และแว่นตา ถ้าโดนผิวให้ล้างน้ำปริมาณมากทันทีแล้วแจ้งอาจารย์

สรุปการเก็บรักษา

สารภาชนะอุณหภูมิอายุ
Stock STD 32 mg/dLขวดแก้วปิดสนิท2–10 °C≤ 6 เดือน
Alkaline hypochloriteขวดพลาสติกทึบแสง2–10 °C≤ 6 เดือน
Phenol color reagentขวดแก้วสีชา2–10 °C≤ 6 เดือน
ตัวอย่างน้ำรูเมน (เติมกรดแล้ว)หลอดปิดฝา−20 °Cจนกว่าจะวิเคราะห์

2เตรียมตัวอย่างน้ำรูเมน

ถ้าตัวอย่างถูกเตรียมและแช่แข็งไว้แล้ว ให้ข้ามไปขั้น 2.4 ได้เลย

2.1

กรองน้ำรูเมน

กรองผ่านผ้าขาวบาง 4 ชั้น เพื่อแยกเศษอาหารออก

2.2

เติมกรด 6 N HCl

น้ำรูเมน 0.9 mL + 6 N HCl 0.1 mL = รวม 1.0 mL

ทำไมต้องเติมกรด(1) หยุดกิจกรรมของจุลินทรีย์ ค่า NH3-N จะได้ไม่เปลี่ยนหลังเก็บ (2) เปลี่ยน NH3 เป็น NH4+ ที่ไม่ระเหย
จำไว้ใช้ตอนคำนวณตัวอย่างถูกเจือจางด้วยกรด → ต้องคูณ 100/90 ในขั้นที่ 6
2.3

ปั่นเหวี่ยง

ปั่นที่ 12,000 × g นาน 20 นาที แล้วเก็บเฉพาะส่วนใส (supernatant)

ทำไมตะกอนและเซลล์จุลินทรีย์ทำให้สารละลายขุ่น แสงกระเจิง ค่า absorbance จะสูงเกินจริง
2.4

วิเคราะห์ทันที หรือแช่ −20 °C

ถ้าแช่แข็งไว้ วันแลปให้ละลายน้ำแข็งให้หมด แล้ว vortex ให้เข้ากันดีก่อนดูด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยดูดตัวอย่างตอนยังละลายไม่หมดหรือไม่ได้ vortex → ความเข้มข้นในหลอดไม่เท่ากัน ค่าซ้ำต่างกันมาก

3ใส่ STD และตัวอย่างลงหลอด

ใช้ผังหลอดจากหัวข้อ “วางแผนหลอด” · auto pipette ขนาด 100 µL · เปลี่ยน tip ทุกครั้ง

3.1

เขียนเลขข้างหลอดตามผัง

เขียนบนข้างหลอดด้วยปากกาเคมี ไม่เขียนบนฝา (ฝาสลับกันได้)

3.2

STD: ใส่ระดับละ 40 µL ต่อหลอด

ใส่ STD 0 → 1 → 2 → 4 → 8 → 16 mg/dL ลงก้นหลอด (ไม่ป้ายข้างหลอด)

3.3

ตัวอย่างน้ำรูเมน: ใส่ 40 µL ต่อหลอด (1 หลอดต่อ 1 ซ้ำ)

vortex ตัวอย่างอีกครั้งก่อนดูดทุกครั้ง

เทคนิคการดูด 40 µLกดถึงจุดหยุดแรก → จุ่มปลาย tip ลงใต้ผิวของเหลวเล็กน้อย → ปล่อยช้า ๆ → เช็คว่าไม่มีฟองอากาศใน tip → ปล่อยลงก้นหลอดจนถึงจุดหยุดที่สอง

4เติมสาร ผสม และบ่ม

เติมสารตามลำดับนี้ให้ครบทุกหลอด ปริมาตรรวมต่อหลอด = 40 + 40 + 2,500 + 2,000 = 4,580 µL

ลำดับเติมปริมาตรpipette
(ขั้น 3)STD หรือ ตัวอย่าง40 µL100 µL
4.1น้ำกลั่น40 µL100 µL
4.2Phenol color reagent2,500 µL5,000 µL
4.3Alkaline hypochlorite reagent2,000 µL5,000 µL
4.1

เติมน้ำกลั่น 40 µL ทุกหลอด

4.2

เติม Phenol color reagent 2,500 µL ทุกหลอด

ตั้ง auto pipette 5,000 µL ไว้ที่ 2,500 µL

4.3

เติม Alkaline hypochlorite reagent 2,000 µL ทุกหลอด

เปลี่ยน tip ก่อนเปลี่ยนชนิดสาร (อย่าใช้ tip ของ phenol มาดูด hypochlorite)

ทำให้เหมือนกันทุกหลอดเติมเรียงตามเลขหลอดและใช้ความเร็วใกล้เคียงกัน สีจะเริ่มเกิดตั้งแต่เติม hypochlorite ถ้าบางหลอดทิ้งไว้นานกว่าหลอดอื่นมาก สีจะไม่สม่ำเสมอ
4.4

ปิดฝาให้สนิท แล้ว Vortex

4.5

บ่มใน Water bath 37 °C นาน 10 นาที ไร้แสง

ปิดฝา water bath หรือคลุมด้วยฟอยล์ให้มืด · ครบเวลาจะได้สารผสมสีน้ำเงิน (STD ที่เข้มข้นมากจะน้ำเงินเข้มกว่า)

10:00 กดเริ่มเมื่อหลอดลง water bath ครบทุกหลอด
4.6

นำหลอดออกจาก Water bath

วัดค่าได้เลย สีที่เกิดอยู่ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง

เช็คด้วยตาSTD 0 ควรเกือบใส และสีเข้มขึ้นตามลำดับ 1 → 16 ถ้าเรียงสีไม่ถูกหรือมีหลอดที่ไม่เกิดสีเลย ให้สงสัยว่าลืมเติมสารหรือเติมผิดหลอด

5วัดค่า Absorbance ที่ 630 nm

ใช้ cuvette อันเดียวตลอด วัดจาก STD เข้มข้นต่ำ → สูง แล้วจึงวัดตัวอย่าง

5.1

เปิดเครื่องและตั้งค่า

เปิด Spectrophotometer (Eppendorf BioSpectrometer) → เลือกฟังก์ชัน Absorbance → ตั้งความยาวคลื่น 630 nm (วิธีใช้เครื่องโดยละเอียดดูในคู่มือเครื่อง)

ทำไมต้อง 630 nmสารละลายสีน้ำเงินดูดกลืนแสงสีส้ม-แดงได้มาก Indophenol ดูดกลืนแสงได้สูงสุดในช่วงนี้ การวัดจึงไวที่สุด (630 nm เป็นแสงที่ตามองเห็น ไม่ใช่ UV)
5.2

ตั้ง Blank ด้วยน้ำกลั่น

  1. ใส่น้ำกลั่นลง cuvette 300 µL → กดปุ่ม Blank
  2. ใช้ auto pipette (ตั้ง 1,000 µL) ดูดน้ำกลั่นออกให้หมด
ระวังอย่าให้ปลาย tip ขูดผนัง cuvette รอยขีดข่วนทำให้แสงกระเจิงและค่าเพี้ยนตลอดไป · จับ cuvette ด้านที่ขุ่น ไม่จับด้านที่แสงผ่าน
5.3

วัดทีละหลอด ทำวนแบบนี้ทุกครั้ง

ใส่สารจากหลอด 300 µL→วัด + จดค่า→ดูดออกให้หมด→ล้างด้วยน้ำกลั่น 500 µL→ดูดออกให้หมด→หลอดถัดไป
  1. เริ่มที่ STD 0 → 1 → 2 → 4 → 8 → 16 mg/dL
  2. ต่อด้วยตัวอย่างตามเลขหลอด
  3. จดค่าลงแบบฟอร์ม หรือกรอกในเครื่องคำนวณหัวข้อ 6 ได้เลย
ฟองอากาศถ้ามีฟองใน cuvette ให้เคาะเบา ๆ หรือดูดออกแล้วใส่ใหม่ ฟองทำให้ค่าสูงผิดปกติ
ข้อเสนอเพิ่ม · ไม่บังคับถ้าตัวอย่างมีค่า absorbance สูงกว่า STD 16 แสดงว่าอยู่นอกช่วงของ STD curve ให้เจือจางตัวอย่างด้วยน้ำกลั่น (เช่น 1:1) แล้วทำขั้น 3–5 ใหม่ จากนั้นใส่ตัวคูณเจือจางในเครื่องคำนวณ
5.4

เก็บ cuvette

ล้างด้วยน้ำกลั่น ห่อด้วยสำลี แล้วเก็บในถุงพลาสติกให้มิดชิด · ทิ้งสารในหลอดลงภาชนะของเสียเคมี (มี phenol) ห้ามเทลงอ่าง

6สร้าง STD curve และคำนวณ NH3-N

สูตร

ขั้นที่ 1 · สร้าง STD curve (สมการเส้นตรงจาก STD 6 จุด)

Y = a + bX
Yความเข้มข้น NH3-N (mg/dL = mg/100 mL = mg%)
Xค่า absorbance ที่ 630 nm
a, bค่าตัดแกน และความชันของเส้นตรง

ขั้นที่ 2 · แทนค่า absorbance ของตัวอย่าง (ใช้ค่าเฉลี่ยของซ้ำ) ลงในสมการ

ขั้นที่ 3 · ปรับการเจือจางด้วยกรด (น้ำรูเมน 0.9 + HCl 0.1 mL)

NH3-N (mg/dL) = Y × (100/90)

100 = ปริมาตรรวมหลังเติมกรด (น้ำรูเมน 90 ส่วน + กรด 10 ส่วน) · 90 = ส่วนที่เป็นน้ำรูเมน · แปลงหน่วย: mg/dL × 10 = mg/L

ตัวอย่างจากเอกสาร

STD curve: Y = 20.926X − 0.0231 (n = 6, R² = 0.9997)

ตัวอย่างAbsY = 20.926X − 0.0231× 100/90
Sample10.4579.5410.60
Sample20.3116.487.20
Sample30.1002.072.30
Sample40.71214.8816.53

เช่น Sample1: (20.926 × 0.457) − 0.0231 = 9.54 → 9.54 × 100/90 = 10.60 mg/dL

ลืมบ่อยลืมลบค่าตัดแกน (a) หรือลืมคูณ 100/90

เครื่องคำนวณ — กรอกค่าที่วัดได้จริง

ค่าที่กรอกบันทึกไว้ในเครื่องนี้ ปิดหน้าแล้วกลับมาค่ายังอยู่
STD
STDmg/dL (Y)Abs 630 (X)
สมการ STD curve–
R²–

ตัวอย่างน้ำรูเมน

ชื่อตัวอย่างAbs ซ้ำ 1Abs ซ้ำ 2เจือจางเพิ่ม (×)Abs เฉลี่ยY (mg/dL)NH3-N (mg/dL)mg/Lหมายเหตุ
ช่อง “เจือจางเพิ่ม” ใส่ 1 ถ้าไม่ได้เจือจาง (ใช้เฉพาะกรณีเจือจางตัวอย่างที่ค่าเกิน STD)

หมายเหตุ: เครื่องคำนวณใช้ค่า a, b แบบไม่ปัดเศษ ผลจึงอาจต่างจากการคิดมือด้วยสมการที่ปัดแล้วได้ ±0.01 (เช่น Sample2 ได้ 7.21 ส่วนในเอกสารได้ 7.20)

ข้อเสนอเพิ่ม · ไม่บังคับ — ช่วยแปลผล
  • < 5 mg/dL อาจต่ำจนจำกัดการสังเคราะห์โปรตีนจุลินทรีย์ (Satter & Slyter, 1974)
  • 15–30 mg/dL ช่วงที่ Wanapat & Pimpa (1999) รายงานว่าเหมาะสมในกระบือปลักที่ได้รับฟางข้าว
  • ค่าขึ้นกับชนิดอาหารและเวลาที่เก็บตัวอย่างหลังให้อาหาร — ใช้เปรียบเทียบระหว่างทรีตเมนต์ในการทดลองเดียวกัน

!ความปลอดภัยและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

Safety checklist

ข้อผิดพลาดผลที่เกิดวิธีป้องกัน
ไม่ vortex ตัวอย่างหลังละลายน้ำแข็งค่าซ้ำต่างกันมากละลายให้หมด + vortex ก่อนดูดทุกครั้ง
ใช้ tip ซ้ำข้ามหลอด/ข้ามสารปนเปื้อน ค่าเพี้ยนเปลี่ยน tip ทุกครั้ง
ไม่ปิดฝาก่อน vortex / ไม่ vortexหก หรือสีไม่สม่ำเสมอปิดฝาสนิทแล้ว vortex ทุกหลอด
บ่มไม่ครบ 10 นาที / โดนแสงสีไม่สมบูรณ์ ค่าต่ำใช้ timer · ปิดฝา water bath ให้มืด
ไม่ล้าง cuvette ระหว่างหลอดสีจากหลอดก่อนหน้าค้าง ค่าสูงเกินล้างน้ำกลั่น 500 µL ทุกครั้ง
มีฟองหรือรอยขีดข่วนใน cuvetteแสงกระเจิง ค่าสูงผิดปกติเคาะไล่ฟอง · ระวังปลาย tip
ลืมลบค่าตัดแกน หรือลืมคูณ 100/90ผลคำนวณผิดใช้เครื่องคำนวณในหัวข้อ 6 ตรวจซ้ำ

📝แบบฟอร์มบันทึกผล

พิมพ์หน้านี้ไปใช้ที่โต๊ะแลป · ผังหลอดอัปเดตตามจำนวนที่ใส่ในหัวข้อ “วางแผนหลอด”

วันที่: ______________
กลุ่ม: ______________
ผู้วิเคราะห์: ______________
ความยาวคลื่น: 630 nm
เวลาเริ่มบ่ม: ______________
เวลาวัด: ______________
หลอดชื่อmg/dL (STD)Abs 630 nmหมายเหตุ
STD curve: Y = ________ + ________ X    R² = ________
ตัวอย่าง ________: Y = ________ mg/dL × 100/90 = ________ mg/dL = ________ mg/L